วันพุธที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2556

บทที่ 4


1.สื่อกลางประเภทมีสายแต่ละประเภท มีข้อดีและข้อเสียอย่างไรบ้าง จงเปรียบเทียบตอบ สื่อกลางปะเภทมีสาย (Wired Media)  เช่น สายโทรศัพท์ เคเบิลใยแก้วนำแสง เป็นต้น สื่อที่จัดอยู่ในการสื่อสารแบบมีสายที่นิยมใช้ในปัจจุบัน ได้แก่
1.สายทองแดงแบบไม่หุ้มฉนวน (Unshield Twisted Pair)(UTP) เป็นสายคู่บิดเกลียว คู่ ใช้ยาวไม่เกิน 100 เมตร มีราคาถูกและนิยมใช้กันมากที่สุด ส่วนใหญ่มักใช้กับระบบโทรศัพท์ แต่สายแบบนี้มักจะถูกรบกวนได้ง่าย และไม่ค่อยทนทาน
ข้อดีของสาย UTP
ราคาถูก
ติดตั้งง่ายเนื่องจากน้ำหนักเบา
มีความยืดหยุ่น และสามารถโค้งงอได้มาก
ข้อเสียของสาย UTP
ไม่เหมาะในการเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ที่ห่างไกลมาก เพราะสัญญาณที่วิ่งบนสายจะถูกลดทอนลงไปตามความยาวของสาย (มีความยาวของสายในการเชื่อมต่อได้ไม่เกิน 100เมตร)
2.สายทองแดงแบบหุ้มฉนวน (Shield Twisted Pair) (STP) เป็นสายพัฒนามาจากสายUTP โดยมียางห่อหุ้มภายนอก มีลักษณะเป็นสองเส้นแล้วบิดเป็นเกลียวเข้าด้วยกันเพื่อลดเสียงรบกวน มีฉนวนหุ้มรอบนอก มีราคาถูก ติดตั้งง่าย น้ำหนักเบาและ การรบกวนทางไฟฟ้าต่ำ สายโทรศัพท์จัดเป็นสายคู่บิดเกลียวแบบหุ้มฉนวน
ข้อดีของสาย STP
ส่งข้อมูลด้วยความเร็วสูงกว่า UTP
ป้องกันคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า และคลื่นวิทยุ
ข้อเสียของสาย STP
มีขนาดใหญ่และไม่ค่อยยืดหยุ่นในการงอพับสายมากนัก
ราคาแพงกว่าสาย UTP

3. สายโคแอกเชียล (Coaxial Cable) สายโคแอกเชียลเป็นสายสัญญาณอีกแบบหนึ่ง จะประกอบด้วยลวดทองแดงอยู่ตรงกลาง หุ้มด้วยฉนวนพลาสติก 1ชั้น แล้วจึงหุ้มด้วยทองแดงที่ถักเป็นแผ่น แล้วหุ้มภายนอกอีกชั้นหนึ่งด้วยฉนวน สามารถป้องกันการรบกวนของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าและสัญญาณรบกวนอื่นๆ ใช้ในระบบโทรทัศน์ ความเร็วในการส่งข้อมูล 350 Mbps ส่งได้ในระยะทาง 2-3 mil


ข้อดีและข้อเสียของสายโคแอกเชียล 

ข้อดี
1. ราคาถูก
2. มีความยืดหยุ่นในการใช้งาน
3. ติดตั้งง่าย และมีน้ำหนักเบา
ข้อเสีย
1. ถูกรบกวนจากสัญญาณภายนอกได้ง่าย 
2. ระยะทางจำกัด
4. สายใยแก้วนำแสง (Fiber Optic Cable) ประกอบด้วยเส้นใยที่ทำมาจากใยแก้ว 2 ชนิด ชนิดหนึ่งจะอยู่ที่แกนกลาง ส่วนอีกชนิดหนึ่งอยู่ที่ด้านนอก ซึ่งใยแก้วทั้งสองจะมีดัชนีการสะท้อนแสงต่างกัน ทำให้แสงซึ่งถูกส่งออกมาจากปลายด้านหนึ่งสามารถส่งผ่านไปอีกด้านหนึ่งได้ ใช้สำหรับส่งข้อมูลที่ต้องการความเร็วสูง มีข้อมูลที่ต้องการส่งเป็นจำนวนมาก และอยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีสัญญาณไฟฟ้ารบกวนมาก ความเร็วในการส่ง
ข้อดีข้อเสียของสายใยแก้วนำแสง
ข้อดี1. ป้องกันการรบกวนจากสัญญาณไฟฟ้าได้มาก
2. ส่งข้อมูลได้ระยะไกลโดยไม่ต้องมีตัวขยายสัญญาณ
3. การดักสัญญาณทำได้ยาก ข้อมูลจึงมีความปลอดภัยมากกว่าสายส่งแบบอื่น
4. ส่งข้อมูลได้ด้วยความเร็วสูงและสามารถส่งได้มาก ขนาดของสายเล็กและน้ำหนักเบา 
ข้อเสีย
1. มีราคาแพงกว่าสายส่งข้อมูลแบบสายคู่ตีเกลียวและโคแอกเชียล
2. ต้องใช้ความชำนาญในการติดตั้ง
3. มีค่าใช้จ่ายในการติดตั้งสูงกว่า สายคู่ตีเกลียวและโคแอกเชียล


2.การนำระบบเครือข่ายมาใช้ในองค์กร มีประโยชน์อย่างไร
ตอบ 
1. เพิ่มประสิทธิภาพในการสร้างเครือข่ายของธุรกิจการสร้างความสัมพันธ์กับผู้ที่เกี่ยวข้องในธุรกิจของตนเอง ไม่ว่าจะเป็นลูกค้า ผู้ขายวัตถุดิบ หรือ ผู้ให้บริการ ด้านต่างๆ แก่บริษัท สร้างความสัมพันธ์และ เครือข่ายทางธุรกิจ ซึ่งลูกค้าสามารถดูข้อมูลของบริษัทสินค้า หรือบริการได้อย่างสะดวก และสามารถติดต่อสื่อสารกับบริษัทได้อย่างมีประสิทธิภาพตลอด 24 ชั่วโมง ทุกวัน และประหยัดค่าใช้จ่าย 
2. ทำให้เกิดช่องทางในการเข้าถึงข้อมูลที่รวดเร็ว ช่วยในการตัดสินใจ และบริหารงานทั้งระดับบุคคลและองค์กร
3. ช่วยในด้านของการสื่อสารกันได้ง่ายขึ้น แอพพลิเคชั่นที่ใช้ในการสื่อสารที่เป็นที่นิยมก็คือ จดหมายอิเล็กทรอนิกส์ (electronic mail หรือ e-mail) เป็นระบบที่สามารถแลกเปลี่ยนข้อความผ่านระบบเครือข่าย อีเมล์เหมือนกับเป็นการรวมการทำงานของระบบไปรษณีย์กับระบบตอบรับโทรศัพท์
4. ความประหยัดในการใช้อุปกรณ์ร่วมกัน (Sharing of peripheral devices) เครือข่ายคอมพิวเตอร์ทำให้ผู้ใช้ สามารถใช้อุปกรณ์ รอบข้างที่ต่อพ่วงกับระบบคอมพิวเตอร์ ร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่นเครื่องพิมพ์ ดิสก์ไดร์ฟ ซีดีรอม สแกนเนอร์ โมเด็ม เป็นต้น ทำให้ประหยัดค่าใช้จ่าย ไม่ต้องซื้ออุปกรณ์ที่มีราคาแพง เชื่อมต่อพ่วงให้กับคอมพิวเตอร์ทุกเครื่อง
5. ทำให้ระบบงานมีประสิทธิภาพ มีความน่าเชื่อถือของข้อมูล เพราะจะมีการทำสำรองข้อมูลไว้ เมื่อเครื่องที่ใช้งานเกิดมีปัญหา ก็สามารถนำข้อมูลที่มีการสำรองมาใช้ได้ อย่างทันที

4. ความประหยัดในการใช้อุปกรณ์ร่วมกัน (Sharing of peripheral devices) เครือข่ายคอมพิวเตอร์ทำให้ผู้ใช้ สามารถใช้อุปกรณ์ รอบข้างที่ต่อพ่วงกับระบบคอมพิวเตอร์ ร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่นเครื่องพิมพ์ ดิสก์ไดร์ฟ ซีดีรอม สแกนเนอร์ โมเด็ม เป็นต้น ทำให้ประหยัดค่าใช้จ่าย ไม่ต้องซื้ออุปกรณ์ที่มีราคาแพง เชื่อมต่อพ่วงให้กับคอมพิวเตอร์ทุกเครื่อง
5. ทำให้ระบบงานมีประสิทธิภาพ มีความน่าเชื่อถือของข้อมูล เพราะจะมีการทำสำรองข้อมูลไว้ เมื่อเครื่องที่ใช้งานเกิดมีปัญหา ก็สามารถนำข้อมูลที่มีการสำรองมาใช้ได้ อย่างทันที



    3.      หากนำระบบเครือข่ายมาใช้ในองค์กร นักศึกษาจะเลือกรูปของระบบเครือข่าย (LAN Topology) แบบใด เพราะอะไร

ตอบ  เลือกใช้แบบ Wireless Lan เพราะ
1.  สะดวกในการเคลื่อนย้าย เนื่องจากไม่จำเป็นต้องมีสายเคเบิ้ลในการต่อพ่วง
2. ง่ายในการติดตั้ง เพราะไม่จำเป็นต้องเดินสายเคเบิ้ล
3. ลดค่าใช้จ่าย เนื่องจากไม่ต้องจำเป็นต้องเสียค่าบำรุงรักษา ในระยะยาว
4. สามารถขยายเครือข่ายได้ไม่จำกัด


      4.      อินเตอร์เน็ต มีข้อดีต่อระบบการศึกษาไทยอย่างไร
ตอบ     เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร มีส่วนทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ของคนในปัจจุบันมีความสะดวกสบายมากขึ้น ทำให้คนในสังคมมีการติดต่อสื่อสารถึงกันได้ง่ายและรวดเร็ว มีการทำกิจกรรมหลายสิ่งหลายอย่างร่วมกันง่ายขึ้น การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารก่อให้เกิดประโยชน์ในด้านต่างๆ เช่น
ด้านการศึกษา เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารถูกนำมาใช้เพื่ออำนวยความสะดวกในการบริหารด้านการศึกษา เช่น ระบบการลงทะเบียน และระบบการจัดตารางสอน นอกจากนี้ยังใช้เป็นเครื่องมือในการเพิ่มโอก่สทางด้านการศึกษาและเพิ่มประสิทธิภาพการเรียนการสอนตัวอย่างเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในด้านการศึกษา


1. การศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียม ทำให้ผู้ที่อยู่ห่างไกลหรือไม่สะดวกในการเดินทางสามารถได้รับการศึกษาเช่นเดียวกับผู้ที่อยู่ในเมือง
2. บทเรียนอิเล็กทรอนิกส์ยังช่วยเสริมประสิทธิภาพการเรียนการสอนในวิชาต่างๆ เช่น ฟิสิกส์ เคมี ชีวะ ภาษาต่างประเทศ ทำให้บทเรียนมีความน่าสนใจมากขึ้น และเกิดความเข้าใจได้ง่ายขึ้น เช่น การแสดงสถาณการณ์จำลอง แบบจำลอง ภาพเคลื่อนไหว แสงสีและเสียงประกอบ นักเรียนสามารถเตรียมตัวก่อนเรียน หรือทบทวนบทเรียนด้วยตนเองเมื่อใดก็ได้ที่มีเวลาว่าง
3. บทเรียนอิเล็กทรอนิกส์ เพิ่มโอกาสในการเรียนรู้ให้กับผู้พิการทางสายตาหรือหู
เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารมีบทบาทต่อการถ่ายทอดข้อมูลข่าวสารทางด้านการศึกษาได้เป็นอย่างดี ทั้งในและนอกสถานศึกษา หน่วยงานต่างๆ ใช้บทเรียนออนไลน์ในการฝึกอบรมพนักงานเพื่อให้ความรู้เพิ่มเติม นอกจากนี้อินเทอร์เน็ตยังเป็นแหล่งข้อมูลที่สำคัญที่ทั้งครูและนักเรียนหรือบุคคลทั่วไป ใช้สำหรับค้นหาข้อมูลเรื่องต่างๆ ในการทำรายงาน หรือเพื่อศึกษาหาความรู้ เว็บไซต์สำหรับค้นหาข้อมูลที่ใช้กันมากในปัจจุบัน เช่น google.com, ask.com, dogpile.com และ wikipedia.org ตัวอย่างการค้นหาข้อมูลจากหลักฐานข้อมูลบนอินเทอร์เน็ต 


วันอาทิตย์ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2556

บทที่ 3

1.ขั้นตอนการประมวลผลข้อมูลด้วยเครื่องอิเล็กทรอนิคส์แบ่งได้กี่วิธี
   การประมวลผลข้อมูล ( Data Processing )
สามารถจำแนกวิธีการประมวลผลตามลักษณะเครื่องมือที่ใช้ ได้ 3 วิธี คือ
1. ขั้นเตรียมข้อมูล
 เป็นการเตรียมข้อมูลเพื่อให้สะดวกต่อการประมวลผล ซึ่งมี 4 วิธี
                1.1 การลงรหัส
                1.2 การตรวจสอบ
                1.3 การจำแนก
                1.4 การบันทึกข้อมูลลงสื่อ 
 2.  ขั้นตอนการประมวลผล
  คือ เป็นการนำเอาโปรแกรมที่เขียนขึ้น  มาใช้เพื่อประมวลผลข้อมูลที่ได้เตรียมไว้และข้อมูลยังคงเก็บอยู่ในคอมพิวเตอร์ ซึ่งเป็นวิธีการผลิตสารสนเทศต่างๆ เช่น
                2.1 การคำนวณ
                2.2 การเรียงลำดับข้อมูล
                2.3 การสรุป
                2.4 การเปรียบเทียบ
3. ขั้นตอนการแสดงผลลัพธ์
เป็นขั้นตอนการเผยแพร่สารสนเทศให้กับผู้ใช้ในรูปแบบต่างๆ  อาจอยู่ในรูปแบบเอกสาร รายงาน การนำเสนอบนจอภาพ โดยการใช้คอมพิวเตอร์  เป็นต้น
  2.จงเรียงลำดับโครงสร้างข้อมูลของการมองของผู้ใช้งานจากขนาดเล็กไปใหญ่  
หน่วยของข้อมูลคอมพิวเตอร์สามารถจัดเรียงเป็นลำดับชั้น  จากขนาดเล็กไปขนาดใหญ่ได้ดังนี้
   1.บิต (bit)  เลขฐานสองหนึ่งหลักซึ่งมีค่าเป็น 0 หรือ 1
   2.ตัวอักษร (character) กลุ่มข้อบิตสามารถแทนค่าตัวอักษรได้ ในชุดอักขระASCII 1 ไบต์ (8 บิต) แทน 1 ตัวอักษร
   3.เขตข้อมูล (field) เขตข้อมูลซึ่งประกอบด้วยกลุ่มตัวอักษรที่แทนข้อเท็จจริง
   4.ระเบียน (record) คือโครงสร้างข้อมูลที่แทนตัววัตถุชิ้นหนึ่ง เช่น ระเบียนนักเรียน
   5.แฟ้ม  (file)  ตารางที่เป็นกลุ่มของระเบียนที่มีโครงสร้างเดียวกัน
   6.ฐานข้อมูล (database) กลุ่มของตารางที่มีความสัมพันธ์กัน

  3.หากนำเอาระบบฐานข้อมูลมาใช้ในหน่วยงานที่นักศึกษาทำงานอยู่ สามารถมีแฟ้มข้อมูลใดบ้าง และระบบฐานข้อมูลนั้นมีประโยชน์ต่อองค์กรอย่างไร
  1.แฟ้มข้อมูลของลูกค้าในแต่ละเจ้า เช่น
   1.1 แฟ้มลูกค้า Toyota
   1.2 แฟ้มลูกค้า Isusu
   1.3 แฟ้มลูกค้า Mitsu
   1.4 แฟ้มลูกค้า GM
  2.ประโยชน์ของข้อมูลที่มีต่อองค์การ คือ สามสรถ แบ่งแยกการสั่งสินค้าจากลูกค้าต่างๆ ที่มีแฟ้มอยู่ แลัสามารถลงบันทึดรายละเอียดแบ่งตามชื่อของลูกค้า อย่างเป็นระบบ
    
4.จงอธิบายความแตกต่างระหว่างการประมวลผลข้อมูลแบบแบชและแบบเรียลไทม์
   1.การประมวลผลแบบแบทซ์  ( Batch  Processing )  การประมวลผลแบบแบทซ์นั้นเมื่อข้อมูลมาถึงคอมพิวเตอร์แล้วจะถูกรวบรวมหรือเก็บไว้เป็นระยะเวลาหนึ่งแล้วจึงนำมาประมวลผล  จะอาศัยระยะเวลาในการเก็บนี้ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขที่ได้กำหนดไว้  หรืออาจจะเป็นเงื่อนไขเกี่ยวกับเวลาที่ได้กำหนดไว้ก็ได้
   2.การประมวลผลแบบเวลาจริงหรือแบบเรียลไทม์  เป็นการประมวลผลที่
คอมพิวเตอร์จะทำการประมวลผลในทันทีที่มีข้อมูลเข้ามาถึงคอมพิวเตอร์  และส่งผลลัพธ์จากการประมวลผลไปให้ผู้ใช้ในทันที  ซึ่งการประมวลผลแบบนี้จะทำให้ข้อมูลในระบบฐานข้อมูลเป็นปัจจุบันเสมอ  การประมวลผลแบบเวลาจริงนี้ระบบนำข้อมูลเข้า  ระบบแสดงผลของคอมพิวเตอร์จะเชื่อมโยงกันตลอดเวลา  หากอุปกรณ์ต่างๆ  อยู่ห่างไกลกันก็จะต้องมีเครือข่ายการสื่อสารเชื่อมโยงเข้ากับคอมพิวเตอร์  ทำให้ข้อมูลที่เกิดขึ้นถูกส่งเข้ามายังคอมพิวเตอร์ทันที  การะประมวลผลแบบนี้

วันอาทิตย์ที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2556

งาน 13/01/2013

1.องค์ประกอบของคอมพิวเตอร์ มี 5 ประการคือ
1.
Hardware
2.
Software
3.
People
4.
Data/Information
5.
Procedure
1. Hardware คือ ลักษณะทางกายภาพของคอมพิวเตอร์ คืออุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับคอมพิวเตอร์ แบ่งเป็น 5 ส่วน คือ   1.1 Input Unit หน่วยรับข้อมูล เช่น แป้นพิมพ์, เมาส์, ปากกาแสง, ไมโครโฟน, เครื่องสแกนเนอร์, เครื่องอ่านรหัสแท่ง ฯลฯ   1.2 CPU : Central Processing Unit ทำหน้าที่ประมวลผลหลังจากที่ได้รับข้อมูลแล้ว แบ่งเป็น 3 ส่วนหลักคือ
- หน่วยคำนวณและตรรกะ (
Arithmetic Logic Unit : ALU) มีหน้าที่ในการคำนวณและเปรียบเทียบตรรกะในการคำนวณ - หน่วยควบคุม (Control Unit : CU) มีหน้าที่ควบคุมการรับ - ส่ง คำสั่งและข้อมูลเพื่อประสานงานกับหน่วยต่าง ๆ - หน่วยความจำหลัก (Main Memory) มีหน้าที่จัดเตรียมที่พักในการเก็บข้อมูลแบบชั่วคราว มี 2 ชนิด คือ     ROM : Read Only Memory หน่วยความจำหลักที่ไม่ลบเลือน (ไฟดับข้อมูลไม่หาย) RAM : Random Access Memory  หน่วยความจำหลักแบบลบเลือน (ไฟดับ ข้อมูลหาย) 1.3 Output Unit หน่วยแสดงผล เช่น จอภาพ, อุปกรณ์ฉายแสง, ลำโพง, เครื่องพิมพ์ 1.4 Secondary Storage หน่วยเก็บสำรองข้อมูล มี 2 แบบ คือ  - หน่วยความจำสำรองที่สามารถเข้าถึงข้อมูลได้โดยตรง (Direct Access Storage Devices) สามารถเข้าไปกระทำกับข้อมูลที่เก็บในอุปกรณ์ชนิดนั้นโดยตรง ได้แก่ จานแม่เหล็ก (Harddisk, Floppy disk), จานแสง (CD-ROM, DVD, WORM Disk, Rewriteable Optical Disk) , Flash Memory 
 - หน่วยความจำสำรองที่สามารถเข้าถึงข้อมูลแบบเรียงลำดับ (Sequential Access Storage Devices) เก็บข้อมูลแบบเรียงลำดับกันไปตั้งแต่แรกจนถึงตำแหน่งสุดท้าย ได้แก่ เทปแม่เหล็ก และ เทปรีล
2. Software หมายถึง ชุดคำสั่งหรือโปรแกรมที่สั่งการให้คอมพิวเตอร์และส่วนประกอบของฮาร์ดแวร์คอมพิวเตอร์ทำงานตามความต้องการ แบ่งเป็น 2 ประเภท คือ  2.1 System Software ซอฟต์แวรระบบ แบ่งเป็น 3 ประเภท คือ  2..1.1 Operating System: OS ซอฟต์แวรระบบปฏิบัติการทำหน้าที่ควบคุมการทำงานของเครื่องคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ที่ต่อพ่วงกับเครื่องคอมพิวเตอร์ ได้แก่ UNIX, LINUK, MS-DOS, WINDOWS
  2.1.2 Utilities Program โปรแกรมอรรถประโยชน์ ช่วยอำนวยความสะดวกให้แก่ผู้ใช้งาน เช่น Disk Defragmenter, Disk Cleanup ,Backup   2.1.3 โปรแกรมแปลภาษา มี 3 ชนิด
-
Assembler
แปลภาษาแอสแซมบลีซึ่งเป็นภาษาระดับต่ำให้เป็นภาษาเครื่อง
-
Compiler
แปลภาษาระดับสูงให้เป็นภาษาเครื่อง โดยใช้หลักการแปลทั้งโปรแกรม
-
Interpreter
แปลภาษาระดับสูงให้เป็นภาษาเครื่อง โดยใช้หลักการแปลทีละคำสั่ง
2.2
Application Software โปรแกรมประยุกต์หรือโปรแกรมสำเร็จรูป เช่น SPSS, Photoshop, Microsoft Office, PowerDVD, MSN ฯลฯ
3. Peopleware บุคลากรที่เกี่ยวข้องกับคอมพิวเตอร์ ได้แก่ ผู้บริหารงานคอมพิวเตอร์, นักออกแบบระบบ, นักวิเคราะห์ระบบ, นักเขียนโปรแกรม, นักบำรุงรักษาโปรแกรม, พนักงานคีย์ข้อมูล ฯลฯ
4. Data/Information ข้อมูลและสารสนเทศ เช่น สิ่งที่ได้จาการสังเกตปรากฏการณ์ การกระทำ หรือ ลักษณะต่างๆของวัตถุ สิ่งของ สัตว์ หรือ พืช แล้วบันทึกไว้เป็นตัวเลข สัญลักษณ์ ภาพ หรือ เสียง 
5. Procedure กระบวนการทำงาน เช่น วิธีการเปิด-ปิดเครื่องคอมพิวเตอร์, วิธีการคัดลอกและวางข้อมูล , วิธีการจัดรูปแบบตัวอักษร ฯลฯ

2. หากดิฉันเป็นเจ้าของธุรกิจ หอพักและดรงแรม จะนำองค์ประกอบของคอมพิวเตอร์ ได้แก่ Peopleware โดยใช้ บุคคลากรเกี่ยวข้องกับคอมพิวเตอร์ คือ จะใช้นักเขียนโปรแกรม ออกแบบโปรแกรมสำหรับเก็บข้อมูลลูกค้า ราคาห้อง การจอง และบริการต่งๆ ไว้ในโปรแกรม 1 โปรแกรม เพื่อให้พนักงานในองค์กร ง่ายต่อการใช้งาน โดยมีโปรแกรมเพียงโปรแกรมเดียว และจะใช้พนักงาน คีย์ข้อมูล ของลูกค้า เพื่อเก็บไว้เป็นฐานข้อมูลของโรงแรม.

3. แผ่นดินไหว กลายเป็นเรื่องใหญ่ของประชากรโลก เหตุผลเพราะแสดงอิทธิพลอย่างรุนแรง สร้างความหายนะต่อชีวิตและทรัพย์สิน ของประชากร บ่อยครั้งขึ้นแต่ละครั้งมีความเสียหายร้ายแรง น่าตกใจ
 
  การเสียหายดังกล่าว เกิดความกังวลออกไปอย่างกว้างขวาง จนรู้สึกว่า แผ่นดินไหวเกิดถี่ขึ้นหรือ
? และจะทวีความรุนแรงขึ้นหรือ ? และมนุษย์มีหนทางแก้ไขปัญหาสิ่งนี้อย่างไร ? กระทั่งคำถามเรื่อง สามารถทำนายแผ่นดินไหวล่วงหน้าได้หรือไม่ ?
  แผ่นดินไหว เกิดขึ้นเป็นกิจวัตรมานับพันล้านปี การสำรวจของ U.S. Geological Survey พบว่าแต่ในละปี เกิดแผ่นดินไหว ค่าสั่นสะเทือนเบาจนรุนแรง มากกว่า 1,000,000 ครั้ง
  ปัจจุบัน National Earthquake Information Center - NEIC (ศูนย์ข้อมูลแผ่นดิน
ไหวนานาชาติ) แสดงข้อมูลมีเหตุการณ์แผ่นดินไหว 50 ครั้งต่อวัน หรือ 20,000ต่อปี ทั้งหมดเป็นการสั่นสะเทือนที่มากมายบนโลก การสั่นสะเทือนขนาดใหญ่นั้น หาก มีระดับ 6.0 magnitude ขึ้นไป สามารถสร้างความเสียหายต่ออาคารได้ 
 


ตัวเลขการเกิดแผ่นดินไหว ทั้งโลกต่อปี
ข้อมูลโดย U.S. Geological Survey
ขนาดของพลังงานที่ปลดปล่อย
(Magnitude)
ค่าเฉลี่ยการเกิดขึ้นต่อป
8 และสูงกว่า
1*
7 - 7.9
15*
6 - 6.9
  134*
5 - 5.9
  1,319*
4 - 4.9
   13,000**
3 - 3.9
   130,000**
2 - 2.9
    1,300,000**
*ฐานข้อมูลการสำรวจตั้งแต่ ค.ศ.1900    **ตัวเลขโดยประมาณ


ตัวเลขการเกิดแผ่นดินไหว ทั้งโลกต่อปี
ข้อมูลโดย U.S. Geological Survey

ขนาดของพลังงานที่ปลดปล่อย
(Magnitude)
ค่าเฉลี่ยการเกิดขึ้นต่อปี
8 และสูงกว่า
1*
7 - 7.9
15*
6 - 6.9
  134*
5 - 5.9
  1,319*
4 - 4.9
   13,000**
3 - 3.9
   130,000**
2 - 2.9
    1,300,000**


 

วันเสาร์ที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2556

การบ้าน

1.  จงอธิบายความหมายของคำดังต่อไปนี้ พร้อมยกตัวอย่าง  เหตุการณ์ในชีวิตประจำวัน
1.1 เทคโนโลยี
ตอบ       เทคโนโลยี หมายถึง การนำความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์ หรือความรู้ด้านอื่นๆ ที่ได้จัดระเบียบดีแล้วมาประยุกต์ใช้ในด้านหนึ่ง เพื่อให้งานนั้นมีความสามารถและประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น
             ตัวอย่าง  โทรศัพท์มือถือ ทำให้เราประหยัดเวลา ไม่จำเป็นต้องไปหาถึงที่ แต่ก็สามารถสื่อสารเรื่องๆต่างๆกันได้

1.2  สารสนเทศ
ตอบ       สารสนเทศ หมายถึง ข้อมูลที่ผ่านกระบวนการเก็บรวบรวมและเรียบเรียง เพื่อใช้เป็นข้อมูลที่เป็นประโยชน์ ต่อผู้ใช้
             ตัวอย่าง  มนุษย์นำเอาสารสนเทศนั้นไปใช้ในชีวิตประจำวันได้ เช่น รายงาน ผลงานการวิจัย ข่าวสารต่าง ๆ

1.3 เทคโนโลยีสารสนเทศ
ตอบ       เทคโนโลยีสารสนเทศ หมายถึง การนำเทคโนโลยีมาใช้ในงานที่เกี่ยวกับการประมวลข้อมูลเพื่อให้ได้สารสนเทศ ซึ่งเทคโนโลยีเป็นการผสมผสานระหว่างเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์กับเทคโนโลยีการสื่อสารเพื่อช่วยในการสื่อสาร และการ และการส่งผ่านข้อมูลและสารสนเทศได้สะดวกรวดเร็วมากขึ้น
              ตัวอย่าง การถอนเงินจากเครื่องจ่ายเงินอัตโนมัติ  (ATM)

1.4 ข้อมูล
ตอบ       ข้อมูล หมายถึง ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเหตุการณ์ ปรากฏการณ์ คน สิ่งของ ฯลฯ ที่เราสนใจบันทึกเก็บไว้ใช้งาน ยกตัวอย่างเช่น เป็นตัวเลข ตัวอักษร สัญลักษณ์ รูปภาพ เสียง หรือภาพเคลื่อนไหว
              ตัวอย่างของข้อมูล เช่น คะแนนสอบ ชื่อนักเรียน  เพศ  อายุ เป็นต้น 

1.5 ฐานความรู้
ตอบ       ฐานความรู้ คือ สารสนเทศที่ได้จัดเป็นโครงสร้าง  ความรู้ความเข้าใจ ประสบการณ์  ความเชี่ยวชาญ  และต้องมีคุณค่าเพื่อแก้ไขปัญหาในการดำเนินงานต่างๆได้
              ตัวอย่างฐานความรู้ เช่น ฐานความรู้เรื่องความปลอดภัยด้านสารเคมี
http://www.chemtrack.org/


2. โครงสร้างสารสนเทศมีอะไรบ้าง จงอธิบายพร้อมยกตัวอย่าง
ตอบ      
           1. ระดับล่างสุด เป็นการใช้คอมพิวเตอร์ทำงานประมวลผลข้อมูล  ซึ่งเรียกว่าระบบการประมวลผลรายการ (transaction processing systems)
           ตัวอย่าง การออกเอกสาร (Document Issuance) เช่น ออกใบรับส่งสินค้า ออกเช็ค ออกใบเสร็จรับเงิน
            
           2. ระดับที่สอง เป็นการใช้คอมพิวเตอร์จัดทำสารสนเทศ เพื่อใช้ในการวางแผนการตัดสินใจ และการควบคุมที่เกี่ยวเนื่องกับงานประจำวัน ซึ่งเรียกว่า งานควบคุมการดำเนินงาน (operations control)
            ตัวอย่าง ในระบบสินค้าคงคลังเมื่อไรจึงจะสั่งวัตถุเพิ่ม และต้องสั่งเท่าไร การตัดสินในจะขึ้นอยู่กับความต้องการในการผลิต ราคาต้นทุนวัตถุดิบและตัวแปรอื่น ๆ ที่ต้องใช้ในระบบสินค้าคงคลัง
        
           3. ระดับที่สาม เป็นการใช้คอมพิวเตอร์จัดทำสารสนเทศสำหรับผู้บริหารจัดการระดับกลาง ใช้ในการและวางแผนระยะสั้นตั้งแต่ 6 เดือน ถึง 1 ปี ซึ่งเรียกว่า งานควบคุมการจัดการ (management control)
            ตัวอย่าง การวางแผนในการปฏิบัติงาน การติดตามการทำงานตามแผนที่วางไว้ การตรวจสอบและติดตามงานว่าเป็นไปตามแผนที่วางไว้ หรือไม่ การจัดสรรทรัพยากร การประเมินผลของการทำงานและการตรวจสอบว่ามีการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ขององค์กรหรือไม่
             
           4. ระดับที่สี่ เป็นการใช้คอมพิวเตอร์จัดทำสารสนเทศสำหรับผู้บริหารจัดการระดับสูง สำหรับใช้ในการวางแผนระยะยาว ซึ่งเรียกว่าการวางแผนกลยุทธ์ (Strategic Planning)
            ตัวอย่าง ได้แก่การวางแผนระยะยาว ที่กำหนดทิศทางขององค์กร การกำหนดนโยบายในการจัดสรรทรัพยากรและการวางแผนเชิงกลยุทธ์ระยะยาว



3. วิวัฒนาการของเทคโนโลยีสารสนเทศมีอะไรบ้าง จงอธิบาย พร้อมยกตัวอย่าง
ตอบ         
              1. ยุคการประมวลผลข้อมูล เป็นยุคแรกๆ ของการใช้ระบบคอมพิวเตอร์ วัตถุประสงค์ช่วง
นั้น คือเพื่อการคำนวณและการประมวลผลข้อมูลประจำวันเพื่อลดค่าใช้จ่ายและบุคลากรลง
              ตัวอย่าง การจองตั๋วเครื่องบิน การจองบัตรชมภาพยนตร์
               
              2. ระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการ เป็นยุคที่มีการนำระบบคอมพิวเตอร์เข้ามาช่วยในด้านการตัดสินใจ ดำเนินการควบคุมติดตามผล ตลอดจนวิเคราะห์งานของผู้บริหาร
              ตัวอย่าง โปรแกรมเงินเดือน โปรแกรมขายสินค้า เป็นต้น ที่จะมีเจ้าหน้าที่คอยป้อนรายการข้อมูลที่เกิดขึ้นในแต่ละวันเข้าสู่ระบบ
               
              3. ระบบจัดการทรัพยากรสารสนเทศ เป็นการเรียกใช้สารสนเทศ เพื่อช่วยในด้านการตัดสินใจ การนำองค์กรหรือหน่วยงานไปสู่เป้าหมายอันเป็นความสำเร็จ
              ตัวอย่าง ใช้คอมพิวเตอร์ช่วยในการวางแผนต่างๆ เช่น แผนปฏิบัติการและงบประมาณประจำปี แผนงานในโครงการ แผนพัฒนาบุคลากร แผนสมรรถนะอุปกรณ์
           
              4. ยุคเทคโนโลยีสารสนเทศ ในปัจจุบันเทคโนโลยีมีความเจริญอย่างรวดเร็ว ทำให้มีทางเลือกและเกิดรูปแบบใหม่ๆ ของสินค้าและบริการ รวมทั้งมีการใช้เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีโทรคมนาคม เป็นเครื่องมือช่วยในการจัดทำระบบสารสนเทศ โดยมุ่งเน้นการให้บริการสารสนเทศ
              ตัวอย่าง การพูดคุยผ่านอินเทอร์เน็ต การซื้อสินค้าและบริการ ฯลฯ ใช้อินเทอร์เน็ตในการสื่อสารระหว่างกัน และติดต่อกับคนได้ทั่วโลก รวมถึงเพื่อความบันเทิง เช่นดูหนัง ฟังเพลง รับชมข่าว ผ่านทางเว็บไซด์ เช่น
http://www.youtube.com/